กินถูก มีชัยไปกว่าครึ่ง! เจาะลึกการออกแบบ "Nutrition Plan" ฉบับนักกีฬา ครบจบทั้ง Diet, Bulk, Maintain และ Reverse Diet
กินถูก มีชัยไปกว่าครึ่ง! เจาะลึกการออกแบบ "Nutrition Plan" ฉบับนักกีฬา ครบจบทั้ง Diet, Bulk, Maintain และ Reverse Diet
เคยไหม? ซ้อมหนักแทบตาย กล้ามไม่ขึ้น ไขมันไม่ลง หรือพอกินน้อยก็โยโย่... ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ยิม" แต่อยู่ที่ "จานข้าว" ของคุณ!
โภชนาการ (Nutrition) ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฝึกซ้อมในวงการวิทยาศาสตร์การกีฬา การมีโปรแกรมการฝึกที่ยอดเยี่ยมแต่ขาดการสนับสนุนทางโภชนาการที่เหมาะสม จะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถฟื้นฟู (Recovery) และเกิดการปรับตัว (Adaptation) ได้อย่างสมบูรณ์
บทความนี้จะกล่าวถึงหลักการออกแบบโปรแกรมอาหารสำหรับวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ได้แก่ การรักษาสภาพ (Maintain), การลดไขมัน (Diet), การกู้คืนระบบเผาผลาญ (Reverse Diet) และการสร้างกล้ามเนื้อ (Bulk)
หลักการและเหตุผล: ทำไมต้องกำหนดโปรแกรมทางโภชนาการ?
ในทางสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ร่างกายต้องการพลังงานและสารอาหารเพื่อขับเคลื่อนกลไกทางชีวเคมี 3 ประการหลัก:
Fueling: การเติมพลังงานเพื่อใช้ในการหดตัวของกล้ามเนื้อ (Muscle Contraction) และการทำงานของระบบประสาท
Repairing & Building: การซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหายจากการฝึกซ้อม (Micro-trauma) และการสร้างมวลกล้ามเนื้อใหม่ (Hypertrophy)
Regulating: การควบคุมระบบฮอร์โมนและเอนไซม์ให้ทำงานปกติ
การรับประทานอาหารโดยไร้แบบแผน (Ad-hoc eating) มักนำไปสู่ภาวะได้รับพลังงานไม่เพียงพอ (Relative Energy Deficiency in Sport - RED-S) หรือได้รับเกินความจำเป็น ซึ่งส่งผลเสียต่อสมรรถภาพทางกายและองค์ประกอบของร่างกาย (Body Composition) ดังนั้น การกำหนด Macronutrients (สารอาหารหลัก) และ Caloric Intake (ปริมาณพลังงาน) ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย (Periodization of Nutrition) จึงเป็นสิ่งจำเป็น
การจำแนกประเภทโปรแกรมโภชนาการ (Nutritional Phases) การออกแบบโภชนาการแบ่งออกเป็น 4 ระยะตามวัตถุประสงค์ทางสรีรวิทยา
2.1 Maintain (ระยะรักษาสภาพ)
วัตถุประสงค์: เพื่อรักษาน้ำหนักตัวและมวลกล้ามเนื้อให้คงที่ มักใช้ในช่วงแข่งขัน (In-season) หรือช่วงพัก (Off-season) ที่ไม่ต้องการความเครียดจากการคุมอาหาร
หลักการ: กินเท่ากับที่ใช้ (Isocaloric State)
2.2 Diet / Cutting (ระยะลดไขมัน)
วัตถุประสงค์: เพื่อลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat Percentage) โดยพยายามรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ให้มากที่สุด
หลักการ: สร้างภาวะขาดดุลพลังงาน (Caloric Deficit) ร่างกายจะดึงไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงาน
2.3 Bulk / Hypertrophy (ระยะสร้างกล้ามเนื้อ)
วัตถุประสงค์: เพื่อเพิ่มขนาดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle Hypertrophy)
หลักการ: สร้างภาวะเกินดุลพลังงาน (Caloric Surplus) เพื่อให้มีสารอาหารเพียงพอต่อกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน (Protein Synthesis)
2.4 Reverse Diet (ระยะกู้คืนระบบเผาผลาญ)
วัตถุประสงค์: เพื่อปรับระดับการเผาผลาญ (Metabolic Rate) ให้กลับสู่สภาวะปกติหลังจากผ่านช่วง Diet มาอย่างยาวนาน และป้องกันปรากฏการณ์โยโย่ (Rebound Effect)
หลักการ: ค่อยๆ เพิ่มปริมาณพลังงานทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายปรับตัวโดยไม่สะสมไขมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การคำนวณสัดส่วนสารอาหารและพลังงาน (Macronutrients & Energy Requirements)
ขั้นตอนแรกต้องหาค่า TDEE (Total Daily Energy Expenditure) หรือพลังงานที่ใช้ทั้งหมดต่อวันของแต่ละบุคคลก่อน จากนั้นจึงปรับสัดส่วนตามเป้าหมาย
กุญแจดอกแรก: รู้จัก TDEE ของตัวเองก่อน
ก่อนจะไปเลือกโปรแกรม ต้องรู้ก่อนว่าวันหนึ่งคุณเผาผลาญเท่าไหร่ (Total Daily Energy Expenditure - TDEE)
TDEE คือค่าพลังงานที่ใช้ทั้งหมดในแต่ละวัน (รวมออกกำลังกายแล้ว)
วิธีคำนวนคือ TDEE = BMR x Activitity Multiplier
กฎเหล็ก: ตัวเลขนี้คือจุดตั้งต้น (Baseline) ของทุกโปรแกรม!
ตารางสัดส่วนพลังงานและสารอาหารแนะนำ
บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ
การออกแบบตารางอาหาร ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว (One size fits all) คุณต้อง "ทดลองและสังเกต" ร่างกายตัวเอง
ถ้าน้ำหนักลดเร็วเกินไป > ระวังกล้ามหาย
ถ้าน้ำหนักไม่ขยับ > ต้องปรับ Calories หรือเพิ่ม Cardio
สำคัญที่สุด: ความสม่ำเสมอ (Consistency) คือหัวใจของความสำเร็จครับ!
ปรึกษา นัดหมาย หรือสอบถามเพิ่มเติม
วันทำการ: จันทร์–อาทิตย์ เวลา 09:00 น.–20:00 น.
Tel: 080-279-5058
Line OA: @222udjvw
หรือ ติดตามความรู้สุขภาพอื่น ๆ ได้ตามช่องทางโซเชียลมีเดียด้านล่าง